Upcoming Choral News&Article


ขอเชิญเพื่อนๆมาฟังเพลงและการนำเสนอ ๓ องก์การแสดงกับ ๓ องค์ความรู้ “ประสานเสียงสำเนียงไทย”

๑. ภูมิปัญญาท้องถิ่น : เพลงที่ชาวบ้านร้องกันมาแต่ก่อนเก่า

๒. กลิ่นอายสุวรรณภูมิ : การเข้ามาของชาวต่างชาติกับสำเนียงออกภาษา

๓. ภาคภูมิอารยชน : เมื่อดนตรีสากลเข้ามา การผสมผลานฝรั่งและท้องถิ่นก็ปรากฏชัดเจน

ลองมาดูกันนะครับ เพลงไทยเก่าแก่ที่เอาการร้องประสานเสียงตะวันตกมาประสม จะออกมาเป็นอย่างไร และความลงตัวของ ๒ วัฒนธรรมอยู่ตรงไหน?

ขอเชิญเข้าร่วม Lecture Concert เรื่อง “ประสานเสียง สำเนียงไทย” เป็นการบรรยายประกอบการสาธิตเพลงไทยเดิมสำเนียงเพลงออกภาษา และบทเพลงพื้นบ้านภาคกลาง ในรูปแบบการร้องประสานเสียง
ลองดูนะครับ การผสมผสานวัฒนธรรมไทยและตะวันตก กับคำตอบที่รอการวิจัย “สร้างสรรค์” หรือ “สึกกร่อน”

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13.30น. ณ หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล ศาลายา



สวัสดีปีใหม่ 2560

ขอเชิญทุกท่านพบกับการแสดงครั้งสำคัญ “บทเพลงภาวนาแสดงความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช”

วันอังคารที่ 31 มกราคม 2560 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เวลา 19.30 น. การแสดงครั้งนี้ จัดโดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สมาคมขับร้องประสานเสียงแห่งประเทศไทย และศิลปินแห่งชาติสาขาดนตรีสากล

ท่านจะได้พบกับ วงดุริยางค์เยาวชนไทย คณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย คณะนักร้องประสานเสียง The Bangkok Voices และ คณะนักร้องประสานเสียง TCA Festival Choir ในบทเพลงไพเราะมากมาย เช่น Barber – Adagio for String; Faure – In Paradisum; Elgar – Lux Aeterna และ Rutter – Requiem

Free ไม่ต้องเสียค่าเข้าชม สนใจติดต่อสอบถาม/จองบัตร 02-247-0028 ต่อ 4119 หรือ 063-484-5093

You are invited to “Prayer – King Bhumibol Adulyadej Memorial Concert” on Tuesday, 31 January 2017, 7.30 pm at Main hall, Thailand Cultural Center.

You will hear the joint effort of “Thai Youth Orchestra”, “Thai Youth Choir”, “The Bangkok Voices” and “Thailand Choral Association Festival Choir”. They will performed: Rutter – Requiem, Barbar – Adagio for String; Faure – In Paradisum; Elgar – Lux Aeterna; and other beautiful prayer songs.

Free Admission! For more information & reservation: 02-247-0028 ext 4119 or 063-484-5093

 


“ชราอย่างมีคุณภาพด้วยการร้องประสานเสียง” 

ศรินทร์ จินตนเสรี

เพลงเก่าเพลงหนึ่งมีเนื้อหาบางส่วนว่า

          “…ยามอ่านท่องหนังสือ เรากลับลืม             เรื่องโศกเรื่องเศร้าซึม เรากลับจำ

                    คนเรานี้คิดให้ดีก็น่าขำ                        อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ….”

ที่มา: ครูสุรพล โทณะวณิก พ.ศ. 2524

บทเพลงนี้ประพันธ์เนื้อร้องโดยครูสุรพล โทณะวณิก แต่งให้วงเดอะฮอตเปปเปอร์ซิงเกอร์ ขับร้องออกอัลบั้ม ในปี พ.ศ. 2524  เพลงบทนี้สะท้อนถึงความจริงของชีวิตที่ว่า “ความทุกข์ใจนั้นไซร้ ยากที่จะลบเลือน” และ “สังขารไม่จีรัง” ทั้งสองเรื่องเป็นสัจธรรมที่หลีกหนีไม่ได้ของมนุษย์ทุกคน แต่เราสามารถเลือกวิธีการใช้ชีวิตและการยอมรับความจริงนี้ได้ในหนทางที่แตกต่างกันออกไป  ในปัจจุบันนี้โลกของเรามีจำนวนประชากรผู้สูงอายุมากขึ้นทุกวัน ผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป[1] โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยเอง ด้วยจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นนี้เองทำให้ในอีกแค่ 8 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงจำนวนประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยจะมีมาก และนโยบายในภาครัฐต่างๆ ก็ได้มีการเตรียมรับมือกับสถานการณ์นี้ใน 4 ด้าน[2] ได้แก่ 1) ความมั่นคงทางรายได้ 2) สุขภาพ 3) การจ้างงานและการศึกษา และ 4) สิ่งแวดล้อมทางสังคม

[1] สถิตพงศ์ ธนวิริยะกุล มโนทัศน์ใหม่ นิยามผู้สูงอายุและการขยายอายุเกษียณ. มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย 2556. หน้า 7.

[2] พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546


ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมทางสังคม เป็นตัวแปรสำคัญที่ผลกระทบโดยตรงต่อผู้สูงอายุ ซึ่งผู้สูงอายุสามารถสามารถเลือกได้ว่าจะให้ดำเนินไปในทิศทางใด  แน่นอนที่สุดว่าการเป็นผู้สูงอายุก็จะนำมาซึ่งโรคภัยต่างๆมากมาย ตามอายุขัย และโรคสมองเสื่อมซึ่งคาดว่าจะเป็นโรคที่มีแนวโน้มที่ชัดเจนที่จะเกิดขึ้นกับผู้สูงวัยเกือบทุกคน หนึ่งในภาวะสมองเสื่อม คือโรคอัลไซเมอร์ จึงได้รับการให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

อัลไซเมอร์ (Alzheimer)

โรคอัลไซเมอร์[1] เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุ และในปัจจุบันยังเป็นโรคที่ไม่มีการรักษาให้หายขาดได้ อัลไซเมอร์ รู้จักครั้งแรกในปี ค.ศ. 1906 ประมาณ 110 ปีที่แล้ว โดยจิตแพทย์ชาวเยอรมันชื่อว่า อาลอยส์ อัลซไฮเมอร์ (Alois Alzheimer) และโรคที่ค้นพบนี้ถูกตั้งชื่อตามท่านโรคอัลไซเมอร์   Alzheimer’s Disease หรือ AD เป็นภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุดโดยจะมีการเสื่อมของเซลล์สมองทุกส่วน ผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่สามารถแยกถูกผิด มีปัญหาในเรื่องการใช้ภาษา การประสานงานของกล้ามเนื้อเสียไป ความจำเสื่อม โดยจะแสดงอาการจากน้อยไปมากเป็นเวลาหลายปี ในระยะท้ายของโรคจะสูญเสียความทรงจำทั้งหมด ซึ่งโรคนี้ตามสถิติแล้วเมื่อมีอายุ 60 ปี ก็จะเริ่มเป็นโรคชนิดนี้กันแล้ว แล้วความชุกของโรคก็จะมากขึ้นตามอายุขัยที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย  กล่าวคือจะพบเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุก 5 ปี หลังอายุ 60 ปี ซึ่งในลักษณะของการสูญเสียความทรงจำเหล่านี้มีสาเหตุมาจากในสมอง ระยะอาการของโรคอัลไซเมอร์ได้ถูกแบ่งเป็น 7 ระยะ คือ (1) ระยะที่ไม่ได้แสดงออกให้เห็นอาการ (2) ระยะเริ่มแสดงอาการสูญเสียความทรงจำ (3) ระยะที่เริ่มมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาและบกพร่องของการเคลื่อนไหว (4) ระยะที่ลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น สูญเสียความสามารถทางจินตนาการ และเริ่มมีอาการหงุดหงิดง่าย แยกตัวจากสังคม (5) ระยะที่สับสน ไม่สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ได้อย่างปกติ ระยะนี้ผู้ป่วยจะต้องพึ่งญาติในการดูแลกิจวัตรประจำวัน (6) ระยะที่ผู้สูงอายุที่ป่วยมีอาการรุนแรงมากขึ้น สูญเสียความทรงจำมากขึ้น ผู้ป่วยจะพูดประโยคหรือวลีซ้ำ จนกระทั่งไม่สามารถพูดได้เลย แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่สามารถพูดจาตอบโต้เป็นภาษาได้ แต่อาจจะตอบสนองด้วยการแสดงอารมณ์ มีการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ ต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น ก้าวร้าว มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง อาการแสดงที่พบบ่อยคือ การหลงทาง หรือ การหนีออกจากบ้าน สื่อสารกับคนอื่นไม่ได้ ควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ได้ต้องมีผู้ดูแลผู้ป่วยทุกเรื่อง การเคลื่อนไหวร่างกายมีปัญหา นั่งเองไม่ได้ รับประทานอาหารเองไม่ได้

[1] Definition of Alzheimer’s Disease in Alzheimer’s Foundation of America (AFA), www.alzfdn.org accessed on September 9,2016.


ความรู้สึกผิดปกติ สับสนหรือเห็นภาพหลอนในเวลากลางคืน  หงุดหงิดโมโหง่าย และอารมณ์แปรปรวน เช่น ร้องไห้ ก้าวร้าวอย่างไม่มีเหตุผล ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม มีปัญหาเรื่องการเลือกเสื้อผ้าต้องมีคนช่วย มีบุคลิกภาพเปลี่ยนไป มีการหลงผิด (7) ระยะสุดท้ายของโรคผู้ป่วยไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ปัจจัยหลักของการเป็นโรคชนิดนี้ก็คือ การเป็นผู้สูงอายุ พบว่า ผู้ที่มีอายุ 85 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคชนิดนี้ถึงร้อยละ 25 หรือ ประชากรผู้สูงอายุ 1 ใน 4 นั่นเอง โรคนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเกิดจากกรรมพันธุ์หรือไม่ แต่ที่แน่ชัดคือยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน

อาการของโรคอัลไซเมอร์ และกิจกรรมที่ควรให้ผู้ป่วยปฏิบัติ

จากที่กล่าวมาแล้ว สรุปได้ว่า โรคอัลไซเมอร์ ส่งผลต่อสมองของผู้สูงอายุในการใช้ชีวิตประจำวันได้ 8 ประการ ได้แก่ 1) ประสาทด้านความจำ  2) ด้านภาษา  3) ความรู้สึก  4) ความใส่ใจ  5) การตีความ  6) การรู้จักกาลเทศะและการจำบุคคล  7) การแก้ปัญหา และ  8) ความสามารถเชิงหน้าที่  หากผู้สูงอายุหรือใครก็ตามที่มีเข้าข่ายหรือสงสัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือไม่ ลองตอบตัวเองหรือถามคนใกล้ตัวว่ามีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่

อาการที่กล่าวมาข้างต้น คือลักษณะอาการของผู้ที่เริ่มเป็นโรคอัลไซเมอร์ ดังนั้น ทางการแพทย์จะแนะนำให้ผู้เข้าสู่วัยสูงอายุและผู้ป่วยโรคความจำเสื่อมพึงปฏิบัติอยู่ 5 เรื่อง ด้วยกันคือ

  1. การกินคือ การรับประทานอาหารที่บำรุงสมอง ได้แก่ การรับประทานผักผลไม้สด อาหารให้ครบ 5 หมู่ และมีประโยชน์ ดื่มน้ำที่สะอาด และหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม
  2. การพักผ่อนให้เพียงพอ
  3. การรักษาสุขภาพ โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ และควบคุมน้ำหนักตัว
  4. การงดสิ่งที่เป็นอันตรายกับสุขภาพ คือ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดบุหรี่ และของมึนเมาทุกชนิด
  5. การมีสุขภาพจิตที่ดี

ซึ่งการมีสุขภาพจิตที่ดีนั้น เกิดได้จากหลายๆสิ่งด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การหากิจกรรมสันทนาการ นันทนาการทำ ก็สามารถบรรเทา อาการของโรค และช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ ซึ่งหนึ่งในวิธีที่จะทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นและเป็นการช่วยบรรเทาอาการของโรคของผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์นี้ นั่นก็คือ ดนตรี ดนตรีในที่นี้หมายถึง การใช้ดนตรีสร้างเสริมคุณภาพชีวิต และกระตุ้นการทำงานของสมอง ซึ่งจะช่วยทำให้สุขภาพจิตของผู้สูงอายุดีขึ้นได้ด้วย[4] [5]

สร้างเสริมคุณภาพชีวิตด้วยการร้องเพลงประสานเสียง
โดยจากหัวข้อบทความข้างต้นที่ว่า  “ชราอย่างมีคุณภาพด้วยการร้องเพลงประสานเสียง” เราจะนำศาสตร์ด้านหนึ่งของดนตรี    นั่นก็คือการขับร้องประสานเสียง มาเป็นกิจกรรมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุการขับร้องประสานเสียง จะช่วยทั้งในเรื่องการออกกำลังกาย และ การสันทนาการ ซึ่ง 2 สิ่งนี้จะส่งเสริมให้เกิดผลดีที่ชัดเจนที่สุด จากการขับร้องเพลงประสานเสียง

การใช้กิจกรรมทางดนตรีในการกระตุ้นการทำงานของสมอง สามารถเกิดได้ทั้งจากการฟัง การปฏิบัติ การมีส่วนร่วมหรือการสร้าง โดยระดับการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุจะแตกต่างกันออกไป และทำไมเราถึงเชื่อว่าดนตรีจะเหมาะสมกับการช่วยเหลือผู้ป่วย จากการวิจัย เราได้พบว่าการที่เมื่อผู้สูงอายุมีอายุมากขึ้นความทรงจำสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมาในชีวิตสามารถที่จะเลือนหายไปได้ทั้งหมดแต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงฝังอยู่ภายใต้จิตใต้สำนึกนั้นก็คือ ดนตรี ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่ไม่สูญหาย อาจจะจำไม่ได้ทั้งหมดในการร้อง อาจจะจำไม่ได้ในการเล่น แต่สามารถสังเกตเห็นได้จากการที่ผู้ป่วยมีปฏิกิริยาตอบโต้เมื่อได้ฟังดนตรีหรือเพลงที่เคยชอบ เราไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการบำบัดด้วยดนตรีในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว แต่เราสามารถใช้วิธีนี้ในขณะที่ผู้ป่วยเริ่มเป็นหรือยังไม่เป็นอัลไซเมอร์ก็ได้ เพื่อให้ช่วยลดความเสี่ยงหรือบรรเทาปัญหาพฤติกรรมที่เกิดจากโรคอัลไซเมอร์ได้

[4]Narme, P. et al. Efficacy of Musical interventions in dementia: evidence from a randomized controlled trial. Journal of Alzheimer’s Disease. 2014;38:359

[5] Simmons-Stern NR, et al. Music as a memory-enhancer in patients with Alzheimer’s disease. Neuropsychologia. 2010;48:3164.

กิจกรรมการขับร้องเพลงประสานเสียงต้องทำอย่างไรบ้าง

กิจกรรมการขับร้องเพลงประสานเสียง สิ่งแรกที่เราจะพัฒนาคือ เรื่องของการหายใจ และค่อยๆเพิ่มกิจกรรมอื่นๆ ที่จะใช้พัฒนาทักษะด้านต่างๆได้ เช่น ทักษะการจำ จากการจำโน้ตเพลง จำเนื้อเพลง ทักษะการเคลื่อนไหว พัฒนาเรื่องของจังหวะ ในการร้องเพลง  สมองเราจะใช้การทำงานทั้งซีกซ้ายและซีกขวา การทำงานของสมองซีกขวาจะเป็นเรื่อง ศิลปะทุกๆอย่าง และเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก ส่วนสมองซีกซ้ายเป็นเรื่องของการใช้ ตรรกะและเหตุผล ฉะนั้นกิจกรรมการขับร้องเพลงประสานเสียง เป็นการกระตุ้นการใช้สมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาของผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยต้องมีการคิดตลอดเวลา มีการไตร่ตรอง เรียนรู้และจดจำบทเพลง และในอีกส่วนหนึ่ง ก็มีเรื่องของการใช้อารมณ์ ความรู้สึก และความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้น การร้องเพลงจึงเป็นกิจกรรมที่ที่ควรส่งเสริมในการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ของผู้สูงอายุ

ส่วนที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการใช้ทักษะการฟัง หรือการใช้หู ที่มีการแยกเสียงประสานและการแยกเสียงของตนเองที่แตกต่างจากคนอื่น และต้องใช้การฟังถึง 4 มิติ นั่นก็คือ การฟังเสียงที่ออกจากตัวเราเอง การฟังเสียงเพลงว่าเราอยู่ในคีย์เดียวกับเพลงหรือไม่ การฟังกลุ่มเสียงของตัวเองว่าถูกต้องหรือไม่ และสุดท้ายคือการฟังเสียงของคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นหากสามารถแยกการฟังทั้ง 4 มิตินี้ได้ แน่นอนว่าสมองจะมีการถูกกระตุ้นอยู่เสมอๆ ได้มีการวิจัยเรื่องของเรื่องคลื่นสมอง พบว่าคลื่นอัลฟ่า (Alpha Brainwave) ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ต่ำ ซึ่งเหมาะที่จะใช้ในการฟื้นฟูเซลล์สมองของมนุษย์ได้[3] ซึ่งการฮัมเพลงเบาๆ ก็สามารถเป็นตัวช่วยได้เช่นเดียวกันการร้องกลุ่ม และได้ฝึกฝนการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น การปรับความเข้าใจกับผู้อื่น การอยู่ในวงขับร้องเพลงประสานเสียง ไม่ได้ชี้วัดว่าคนมีความสามารถกับคนไม่มีความสามารถจะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่หากเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้วงพัฒนาต่อไปได้อย่างเต็มรูปแบบ

การร้องเพลงประสานเสียงจะมีประโยชน์ต่างกันอย่างไรกับการร้องเพลงปกติทั่วไป การอยู่ในสังคมหมู่มากทำให้จะต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นอยู่เสมอๆ การใช้อารมณ์ก็ต้องถูกใช้มากกว่าการร้องเพลงทั่วไป เพราะว่าไม่ได้ร้องเพลงคนเดียวแต่หากเป็นการร้องกลุ่ม และได้ฝึกฝนการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น การปรับความเข้าใจกับผู้อื่น การอยู่ในวงขับร้องเพลงประสานเสียง ไม่ได้ชี้วัดว่าคนมีความสามารถกับคนไม่มีความสามารถจะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่หากเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้วงพัฒนาต่อไปได้อย่างเต็มรูปแบบ

ส่วนที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการใช้ทักษะการฟัง หรือการใช้หู ที่มีการแยกเสียงประสานและการแยกเสียงของตนเองที่แตกต่างจากคนอื่น และต้องใช้การฟังถึง 4 มิติ นั่นก็คือ การฟังเสียงที่ออกจากตัวเราเอง การฟังเสียงเพลงว่าเราอยู่ในคีย์เดียวกับเพลงหรือไม่ การฟังกลุ่มเสียงของตัวเองว่าถูกต้องหรือไม่ และสุดท้ายคือการฟังเสียงของคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นหากสามารถแยกการฟังทั้ง 4 มิตินี้ได้ แน่นอนว่าสมองจะมีการถูกกระตุ้นอยู่เสมอๆ ได้มีการวิจัยเรื่องของเรื่องคลื่นสมอง พบว่าคลื่นอัลฟ่า (Alpha Brainwave) ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ต่ำ ซึ่งเหมาะที่จะใช้ในการฟื้นฟูเซลล์สมองของมนุษย์ได้[1] ซึ่งการฮัมเพลงเบาๆ ก็สามารถเป็นตัวช่วยได้เช่นเดียวกัน

[1] Alpha Brain Waves Boost Creativity and Reduce Depression. From https://www.psychologytoday.com>article> internet accessed on September 9,2016.

ประโยชน์ของการร้องเพลงประสานเสียง

  1. เรียนรู้เทคนิคการขับร้อง เมื่อฝึกฝนก็ย่อมได้รับความรู้และเกิดความชำนาญในการขับร้อง
  2. พัฒนาความรู้ด้านดนตรีทั่วไป การร้องเพลงที่ถูกต้อง  ควรจะหัดอ่านโน้ต  อ่านจังหวะ  ตลอดจนถึงค้นคว้าความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างเสียงร้องกับดนตรีประกอบ
  3. พัฒนาจิตใจด้วยศิลปะ ถ้าไม่รักศิลปะ  ก็คงไม่คิดอยากจะฝึกร้องเพลง  เมื่อฝึกร้องเพลงก็จะรักศิลปะยิ่งขึ้น
  4. ทำให้มีความคิดที่ละเอียดอ่อน ดนตรีและการขับร้องเป็นศาสตร์ที่ต้องการความละเอียดอ่อน เมื่อได้ฝึกขับร้องก็เท่ากับฝึกการใช้ความคิดที่ละเอียดอ่อน
  5. เพิ่มความจำ เราต้องอ่านโน้ต ท่องเนื้อเพลง สมองได้รับการกระตุ้นอยู่เสมอ เซลล์สมองพัฒนา ความจำจะดีขึ้น
  6. เพิ่มความรู้ทางวรรณคดีและภาษา เพลงที่ดี คำร้องทุกบท ล้วนเป็นวรรณกรรมชั้นเยี่ยม ไม่ว่าเราจะฝึกเพลงไทยหรือเพลงสากลเราจะต้องเรียนรู้ภาษานั้นๆ เพิ่มขึ้น เพื่อสื่อความหมายของบทเพลงให้ถูกต้อง
  7. เพิ่มบุคลิกภาพ สร้างความเชื่อมั่นในตนเอง  เมื่อเราทำในสิ่งที่เรารักเราชอบ และประสบผลสำเร็จเบื้องต้น เราก็จะมีความเชื่อมั่นในตนเอง
  8. ทำให้จิตใจมั่นคงแน่วแน่และอดทน การฝึกขับร้อง ต้องขยันและต้องมีความพยายาม เป็นการฝึกความอดทน
  9. มีผลดีต่อสุขภาพ ต่อระบบการหายใจ ระบบหมุนเวียนของโลหิต ระบบขับถ่าย ฯลฯ
  10. เพื่อพัฒนาการแสดงออกทางใบหน้า และเพื่อความกระตือรือร้นทางความคิดความอ่านมากขึ้น  เมื่อเราพยายามที่จะสื่ออารมณ์ความหมายของบทเพลงนั้นๆ ออกมาอย่างถูกต้องให้ผู้ฟังได้รับ เราก็ฝึกฝนการแสดงออกทางใบหน้าและความกระตือรือร้นทางความคิดความอ่าน
  11. ทำให้มีสรีระที่งดงาม การฝึกร้องเพลงต้องยืนให้ถูกวิธี และต้องมีความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติซึ่งจะช่วยให้มีสรีระที่งดงามตามวัย
  12. เป็นการพักผ่อนหย่อนใจ ดนตรีสามารถทำให้เราผ่อนคลายความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจได้
  13. ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ เมื่อร่างกายผ่อนคลาย จิตใจก็คลายเครียด ความสมดุลระหว่างกายและใจก็จะเกิดขึ้น

วงประสานเสียงกรุงธนเก๋าเก่า ในฐานะกลุ่มทดลอง จากกิจกรรมการขับร้องประสานเสียงสำหรับผู้สูงอายุ

วงประสานเสียงกรุงธนเก๋าเก่า (Krungthon XO Chorus) มีสมาชิกจำนวน 22 คน อายุโดยเฉลี่ยของสมาชิกวง อยู่ที่ 59 ปี ซึ่งผู้ที่อายุมากที่สุดอยู่ที่ 83 ปี และอายุน้อยที่สุดอยู่ที่ 40 ปี สมาชิกส่วนใหญ่จึงเป็นบุคคลที่เกษียณอายุราชการหรือใกล้จะเกษียณอายุ มารวมกันเป็นสมาชิกวงประสานเสียงกรุงธนเก๋าเก่านี้ ในการแบ่งแยกกลุ่มเสียงของวงนี้ เราใช้การแยกเป็น 3 กลุ่มเสียง ได้แก่ เสียงโซปราโน (Soprano) เสียงอัลโต้ (Alto) และเสียงบาริโทน (Baritone) โดยมีการซ้อมสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ทุกวันเสาร์ ครั้งละ 3 ชั่วโมง ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลสูงอายุที่สมัครกันเข้ามาด้วยใจรักในการร้องเพลงแต่ขาดประสบการณ์การร้องในคณะนักร้องประสานเสียงรูปแบบการสอนและฝึกซ้อมวงประสานเสียงกรุงธนเก๋าเก่านี้ ไม่ได้เพียงสอนในเรื่องของเทคนิคการขับร้องเพลง แต่ยังสอนทั้งเรื่องของการใช้ชีวิต การเจริญสติ การควบคุมการหายใจ การเคลื่อนไหวเข้าจังหวะ การแสดงออกความรู้สึกผ่านทางสีหน้าและท่าทาง สอนในเรื่องของการใช้ภาษาอย่างถูกต้องทั้งไทยและต่างประเทศ รวมทั้งสอนในเรื่องบริบทของวัฒนธรรม มีการฝึกในเรื่องของการใช้เสียงและรักษาสุขภาพเสียงที่ดี การวอร์มเสียงก่อนร้อง รวมทั้งการเตรียมความพร้อมในเรื่องของสมาธิ สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ในกระบวนการสอน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีอยู่ในวงประสานเสียงทั่วๆไป  แต่ที่น่าสนใจคือคำถามที่ว่า “เราสามารถทำให้กลุ่มคนที่ก้าวสู่วัยสูงอายุ ที่ขาดทักษะและประสบการณ์ทางดนตรี สามารถใช้เวลาเพียง 2-3 เดือน ในการรู้จักเพลงเกือบ 20 เพลง ทั้งการร้องทำนองหลักและทำนองประสาน จดจำเนื้อเพลง จำคิวเพลงและตำแหน่งยืน รวมทั้งลีลาท่าทางประกอบเพลง ตลอดจนบทพูดหรือบทบรรยาย สามารถก้าวขึ้นเวทีแสดงเป็นระยะเวลายาวกว่า 1 ชั่วโมงได้อย่างไร”

เคล็ดลับที่สำคัญที่ผู้สอนใช้คือ “3 จ.” อย่างแรกคือคำว่า “ใจ” ต้องให้ผู้เรียนเปิดใจของตัวเองที่อยากจะเรียนรู้ก่อน การแนะนำตัว ให้ความเป็นกันเอง จดจำและเรียกชื่อผู้เรียนแต่ละคนได้ถูกต้อง นับเป็นเรื่องสำคัญ
ในด้านจิตวิทยา คำว่าใจนี้ยังรวมไปถึง ใจของครูผู้สอนเอง ที่ต้องถ่ายทอดด้วยความรัก ความเข้าใจ ความใจเย็นและความเห็นใจในความไม่สามารถของผู้เรียน  นั่นคือห้ามละเลยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่างที่สองคือคำว่า “เจียระไน” หรือค้นหาความสามารถซ่อนเร้นเฉพาะตัวของผู้เรียนที่มีอยู่ ผู้สอนต้องพินิจพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ และหาความงามของเพชรที่มีอยู่ในแต่ละคนให้เจอและทำหน้าที่ในฐานะผู้เจียระไนความสามารถนั้นให้สุกสว่าง เกิดประกายจนสามารถนำมาใช้ในกลุ่มได้อย่างเหมาะสมและลงตัว สิ่งที่สามคือคำว่า “จำ” เนื่องจากสมาชิกทั้งวงไม่สามารถอ่านโน้ตเพลงสากลได้ การเรียนการสอนจึงต้องอาศัยความจำเป็นหลัก วิธีสอนแบบโบราณให้ต่อจำที่แสนธรรมดาสามัญที่สุด แต่หากถูกใช้ในทางที่ถูก การเรียงลำดับสิ่งที่ทุกคนต้องจำและทำมันอย่างสนุก สุขใจและเห็นผลลัพธ์ในทันที จะกลายเป็นเครื่องมือที่แสนวิเศษที่จะสร้างให้เกิดความทรงจำในระยะที่ยาวขึ้น และหากเกิดกระบวนการทบทวนด้วยตัวเองเป็นการบ้านหรือใช้เทคโนโลยีช่วย เช่น การอัดเสียงไปเปิดฟังเองในภายหลัง จะยิ่งทำให้การเรียนรู้ง่ายขึ้นอีก อารมณ์ที่ดีในเหตุการณ์ที่มีความสำคัญและมีความสุข สามารถทำให้ความจำของมนุษย์มีความยืนยาวถาวรมากขึ้นเคล็ดลับที่สำคัญที่ผู้สอนใช้คือ “3 จ.” อย่างแรกคือคำว่า “ใจ” ต้องให้ผู้เรียนเปิดใจของตัวเองที่อยากจะเรียนรู้ก่อน การแนะนำตัว ให้ความเป็นกันเอง จดจำและเรียกชื่อผู้เรียนแต่ละคนได้ถูกต้อง นับเป็นเรื่องสำคัญ

คนส่วนใหญ่มักจะเห็นว่าการสอนวงประสานเสียงเด็กที่เสมือนแก้วเปล่าพร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ หรือวงประสานเสียงมืออาชีพที่ทุกคนอ่านโน้ตได้และมีความช่ำชองในทักษะการร้องเป็นอย่างดี ถือเป็นโชคลาภอันประเสริฐสำหรับครูผู้สอน และการสอนผู้สูงอายุ หรือคนป่วยถือเป็นทุกขลาภ ในส่วนตัว ผู้สอนมีทั้งส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จึงขอสรุปให้เห็นจากตารางนี้ว่า สิ่งที่คนมากด้วยวัยวุฒิมีข้อได้เปรียบและข้อจำกัดถ้าเทียบกับวงประสานเสียงอื่นทั่วไปอย่างไร?

[1]Narme, P. et al. Efficacy of Musical interventions in dementia: evidence from a randomized controlled trial. Journal of Alzheimer’s Disease. 2014;38:359

[2] Simmons-Stern NR, et al. Music as a memory-enhancer in patients with Alzheimer’s disease. Neuropsychologia. 2010;48:3164.

[3] Alpha Brain Waves Boost Creativity and Reduce Depression. From https://www.psychologytoday.com>article> internet accessed on September 9,2016.

การสอนคอรัสในวงผู้สูงอายุ

ข้อได้เปรียบการสอนวงผู้สูงอายุ ข้อจำกัดการสอนวงผู้สูงอายุ
1.มีความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ 1.ขาดทักษะและความรู้ด้านดนตรีแทบสิ้นเชิง
2.มีความตั้งใจเมื่อตระหนักถึงประโยชน์ 2.ง่ายที่จะลืม ทั้งเนื้อร้องและทำนองรวมทั้งคิวอื่นๆ ต้องทวนซ้ำให้อยู่เสมอ
3.มีความเข้าใจชีวิตทำให้ตีความเพลงแตก 3.มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และสอนยากในบางครั้ง
4.แสดงออกด้านอารมณ์ได้สมจริง 4.ช่างสงสัย ทำให้ผู้สอนต้องหาคำตอบมาให้ก่อนที่ยอมทำเสมอๆ
5.มีทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ (มีทั้ง IQ และ EQ ที่ดี) 5.ประสาทหูเริ่มเสื่อมและโสตทักษะการแยกเสียงทำงานช้ากว่าคนวัยอื่นๆ
6.ทุกคนมีความสามารถที่ซ่อนเร้นในด้านศิลปะและการดนตรี หากเจียระไนพบจะเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่า 6.ความรับรู้เรื่องจังหวะไม่ดี และช้าในการตอบสนองกับจังหวะยากๆ
7.มีความหลากหลายทั้งสายอาชีพ การศึกษา พื้นเพ ทำให้สามารถบริหารจัดการวงเป็นไปได้อย่างราบรื่น 7.ความเจ็บป่วยและสมรรถภาพทางกายที่เป็นไปตามวัย
8.ชีวิตกลุ่มดีเพราะทุกคนมาด้วยจิตอาสา ความรักในเสียงเพลงและใจที่พร้อมจะเรียนรู้ 8.ปัญหาด้านสุขภาพจิตที่มาจากทางบ้าน อาการหดหู่ ความอ่อนไหวในความรู้สึกที่เปราะบาง

ระยะเวลาการสอนสมาชิกวงประสานเสียงกรุงธนเก๋าเก่า ใช้เวลาทั้งสิ้น 3 เดือน เพื่อที่จะร่วมแสดงคอนเสิร์ตการกุศลจิตอาสา ครั้งแรกที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ครั้งที่ 2 ในงานวันแม่เพื่อเด็กกำพร้าจากบ้านราชวิถี และครั้งที่ 3 ที่โรงพยาบาลศิริราชในกิจกรรม “วันอัลไซเมอร์โลก” จากการแสดงทั้ง 3 ครั้งทำให้เราเห็นได้ว่า บุคคลที่มีอายุระหว่าง 40-83 ปี จะพบอาการของสมองเสื่อมที่แตกต่างกันออกไป และไม่ได้บ่งชี้ว่า ผู้ที่มีอายุ 83 ปีหรือมีอายุมาก จะมีสมองเสื่อมมากกว่าแต่อย่างใด จากในวงประสานเสียงกรุงธนเก๋าเก่าเราพบว่า คนที่อายุ 83 ปี มีความเป็นอัลไซเมอร์น้อยกว่าคนที่อายุน้อยกว่า 83 ปีอยู่หลายคน

จาก Alzheimer Checklist ทั้ง 8 ประการที่เคยกล่าวไว้ข้างต้น AD สามารถเกิดขึ้นได้กับบุคคลที่มีอายุก่อน 50 ปีก็เป็นไปได้ ในเรื่องของการคิด การตัดสินใจต่างๆ จากการที่ได้สำรวจด้วยการให้สมาชิกยกมือตอบระหว่างการแสดงคอนเสิร์ต      บรรดาสมาชิกที่มากด้วยวัยวุฒิสามารถบอกได้ว่า ตัวเองเป็นบุคคลที่มีปัญหาในด้านการสื่อสาร มีปัญหาในเรื่องใกล้ตัวหรือการถามซ้ำไปซ้ำมา แต่สิ่งหนึ่งที่สมาชิกในวงไม่สามารถตอบได้หรือยังไม่ค่อยยอมรับกัน นั่นคือเรื่องของการคิดและการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม เมื่อสมาชิกต้องมาทำกิจกรรมของการร้องเพลงประสานเสียงด้วยกัน มีการฝึกซ้อมด้วยกัน มีการทบทวนบทเพลงด้วยกัน เห็นได้ชัดเจนว่าสมาชิกมีความจำที่ดีขึ้น และลดความเสี่ยงของอาการสมองเสื่อมได้ดีขึ้นเช่นกัน

กระบวนการสอนการร้องประสานเสียงช่วยอย่างไร

จากาปัญหา 8 ประการของโรคอัลไซเมอร์  การร้องเพลงประสานเสียงสามารถช่วยลดปัญหาได้ดังนี้

  1. อาการถามซ้ำไปซ้ำมา หรือการลืมเรื่องใกล้ตัวหรือความทรงจำระยะสั้นอยู่เสมอ
    การร้องประสานเสียงจะช่วยในเรื่องของการทำงานเป็นกลุ่ม จะมีคนช่วยเตือนสติกันอยู่เสมอๆ การร้องเพลงประสานเสียงทำให้เกิดสมาธิ เพราะจะต้องฝึกทักษะในการฟัง แล้วก็ร้องตาม และนำกลับไปฝึกซ้อม สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เกิดวินัย วินัยในที่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับการร้องเพลงประสานเสียง แต่วินัยที่ว่าได้เกิดขึ้นกับเซลล์สมองที่ได้เกิดการเรียงตัวขึ้น ในเรื่องของกระบวนการคิดและการตอกย้ำ การร้องเพลงประสานเสียงทำให้สมองของผู้ร้องได้เกิดการกระตุ้นอยู่สม่ำเสมอ สิ่งสำคัญอีกอย่างของการร้องประสานเสียงก็คือ หากมีคนหนึ่งลืม พอมีอีกคนที่ร้องได้ร้องนำมา ก็จะสามารถนำ และทำให้สมาชิกคนอื่นๆร้องต่อได้อย่างง่ายดาย
  2. ปัญหาในการตัดสินใจ จะมีการตัดสินใจและกระบวนการคิดได้ช้า และไม่ดีเท่าที่ควร
    ก็มีส่วนที่คล้ายคลึงกันกับข้อแรก แต่กระบวนการนี้ถือว่าเป็นว่าเป็นผลพลอยได้จากการที่สมองได้ถูกกระตุ้นอยู่บ่อยๆ ให้มีการคิด ให้มีการทำ กิจกรรมต่างๆ ทำให้ผลของการตัดสินใจที่ดีขึ้นมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
  3. อาการซึมเศร้า
    การร้องเพลงประสานเสียงถือว่าเป็นกิจกรรมที่ช่วยบรรเทาความเครียดได้ ทำให้เกิดความสนุก โดยการพบปะเพื่อนใหม่ ทำให้เกิดสมดุลในการปรับสภาพจิตใจ จากการที่เรามาสนทนาและทำกิจกรรมกับเพื่อนๆในวงด้วยกัน
  4. ปัญหาการคำนวณคิดเลข
    ดนตรีมีส่วนในการช่วยในเรื่องของการคำนวณคิดเลขในเรื่องของการนับจังหวะ จึงเป็นส่วนช่วยกระตุ้นสมองในเรื่องของการนับเลขได้ ซึ่งสามารถอ้างอิงได้จากวิจัย ที่เปรียบเทียบเด็กที่เรียนดนตรีกับไม่เรียนดนตรี เด็กที่เรียนดนตรีสามารถคิดเลขได้ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้เรียนดนตรี แต่สำหรับผู้สูงอายุแล้วอาจช่วยได้แค่คงไว้ไม่ให้การคิดเลขเสื่อมลงไปมากหรือรวดเร็วกว่านี้
  5. การตีตัวออกจากสังคม การอยู่แบบสันโดษหลายคนที่เป็นสมาชิกอาจจะยังไม่รู้จักวิธีการทำงานในสังคมอย่างชัดเจน แต่พอได้มาร้องเพลงประสานเสียงกันเป็นหมู่คณะ มีจุดประสงค์ชัดเจนอยู่ในตัวว่า ต้องร้องกันเป็นกลุ่มเสียงต่างๆ เพราะฉะนั้นสมาชิกวงจึงต้องเรียนรู้การใช้ชีวิต การอยู่ร่วมกันในสังคม และการเอาตัวรอดเป็นกลุ่มให้ได้
  6. ความขี้ระแวง และอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย
    การร้องเพลงประสานเสียงเป็นตัวช่วยหนึ่งในการปรับอารมณ์ให้สมดุลขึ้นในตัวดนตรีเองก็มีอารมณ์ของบทเพลงที่หลากหลายอยู่ในตัว ทั้ง เศร้า สุข ร่าเริง สนุกสนาน เพราะฉะนั้นอารมณ์ของบทเพลงจึงทำให้ผู้ร้องรู้จักที่จะยอมรับในอารมณ์ที่หลากหลายของบทเพลงนั้นๆได้ ในสภาพที่ต่างกัน และที่สำคัญคือความรู้สึกไว้ใจในหมู่คณะ และวางใจครูผู้สอน จึงทำให้อารมณ์ฉุนเฉียว และขี้ระแวงลดหายไปได้
  7. การหลงทิศทาง จำเส้นทางต่างๆ ไม่ได้
    การร้องประสานเสียงช่วยในเรื่องของเพื่อน มีเพื่อนก็ช่วยเพื่อน หากหลงทางเพื่อนก็จะช่วยชักนำมาในทางที่ถูกต้องได้ ซึ่งหลายครั้งที่สมาชิกวงอาจจะจำผิดๆ แต่เมื่อครั้งใดที่มีคนคอยเตือนในสิ่งที่ถูกต้อง จะสังเกตได้ว่าสมาชิกก็จะ “อ๋อ”  และเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องต่อไป
  8. ปัญหาการสื่อสาร
    การร้องเพลงประสานเสียงทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาษาต่างประเทศ หลายๆภาษา รวมถึงภาษาไทย พอได้เรียนรู้ภาษาแล้วก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรมเพิ่มเติมมาด้วย เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ภาษาต่างๆ ในการร้องเพลงทำให้อวัยวะริมฝีปากของเราได้ฝึกการยืดหยุ่น ทำให้เกิดการใช้ภาษา การสื่อสารที่ดีขึ้นได้ด้วย

การร้องเพลงประสานเสียง ทางเลือกหนึ่งในการกระตุ้นการทำงานของสมอง

การร้องเพลงประสานเสียงมีผลดีกับผู้สูงอายุอย่างมากในเรื่องของการใช้ทักษะกระบวนการคิดต่างๆ ทั้ง 8 ด้านที่ได้กล่าวไปข้างต้น เพื่อชะลอการเกิดอัลไซเมอร์ หรือช่วยบรรเทาอาการของอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุได้ การสอนผู้สูงอายุก็คล้ายกับการสอนเด็ก ที่มากด้วยคำถามไม่ต่างอะไรจาก “เจ้าหนูจำไม” ที่มีอยู่ในหนังการ์ตูนสมัยก่อนเรื่องเณรน้อยอิกคิวซังเพียงแต่ว่าการสอนผู้สูงอายุจะต้องให้เหตุผลมากกว่า เพราะผู้ใหญ่มักจะมีคำถามเสมอว่าทำไมอย่างนั้นทำไมอย่างนี้ เราจึงต้องอธิบายให้เข้าใจ เพื่อให้ผู้ใหญ่ได้เกิดความไว้วางใจ การสอนผู้ใหญ่อาจจะต้องสั่ง เพียงแต่ว่าไม่ได้สั่งแบบไม่มีเหตุผล เราต้องบอกเหตุผลเขาว่าทำไมเราถึงต้องสั่งแบบนั้น เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการซ้อมเพลง ซึ่งวิธีการสอนสำหรับวงนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ขั้นตอนการสอนระดับมืออาชีพที่ทุกคนต้องอ่านโน้ตได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทุกคนต้องเข้าใจว่ากำลังทำอะไร พอเข้าใจก็ใช้ประสาทของสมองที่จะฟังสิ่งต่างๆรอบตัว จะใช้ระบบการฟังส่วนใหญ่กับสมาชิกวงประสานเสียงกรุงธนเก๋าเก่า เช่น การร้องให้ฟัง แล้วให้สมาชิกร้องตาม ซึ่งไม่ใช่แค่ในเฉพาะเนื้อเพลง แต่เป็นทุกๆ เรื่อง จังหวะก็เช่นกัน อารมณ์เพลงก็เช่นกัน จะเป็นการใช้ระบบEcho นำมาตอบไป ซึ่งจะทำให้เกิดการจำ แต่แน่นอนการจำในวัยนี้อาจจะไม่ดีเท่ากับวัยเด็ก แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือนักร้องในวัยสูงอายุกลับมีความอดทนมากกว่านักร้องกลุ่มวัยรุ่น มีสมาธิที่ดีมากกว่า และผู้ใหญ่จะเข้าใจอะไรได้ง่าย เช่น เพลงรัก ถ้าจะบอกให้แสดงอารมณ์ของความรัก ด้วยประสบการณ์ชีวิตของเขามีมาก จึงทำให้เขาแสดงออกอารมณ์ออกมาได้ง่าย กว่าเด็ก ในเรื่องแสดงออกถึงอารมณ์อื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ผู้ใหญ่สามารถทำได้ดีกว่าวัยรุ่น และวัยเด็ก เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงคุณภาพเสียง วงประสานเสียงวงนี้อาจจะยังดีสู้วงอื่นๆไม่ได้ แต่กลับแสดงออกถึงอารมณ์ของบทเพลงได้ดีกว่าวงอื่นๆมาก วิธีการสอนอีกวิธีหนึ่งคือการที่ให้เขาอัดเสียง เพื่อให้เขานำกลับไปซ้อมที่บ้าน เพื่อที่จะไม่ลืม แต่พบว่าการที่ไม่มาซ้อมแต่อัดแล้วไปซ้อมเองวิธีนี้ก็จะไม่ช่วยอะไร เพราะจะขาดเรื่องความเข้าใจในบทเพลง

นักร้องวงประสานเสียงกรุงธนเก๋าเก่าสามารถมีศักยภาพพอที่จะแสดงคอนเสิร์ตได้ เป็นคอนเสิร์ตจิตอาสา การกุศล โดยใช้เวลาซ้อมในเวลาอันสั้น เพียงแค่ 2-3 เดือน ซึ่งการฝึกซ้อมก็ทำออกมาได้ดี มีท่าทาง ลีลาประกอบในระดับหนึ่ง มีการประสานเสียงได้ หรือการดึงพรสวรรค์ของนักร้องออกมา ด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่อาจจะมีจุดแข็งกันคนละด้าน บางคนถนัดเพลงลูกทุ่ง บางคนถนัดเพลงสากล แต่ไม่เคยได้แสดงออก เราจึงได้ทำการเจียระไนความสามารถที่พวกเขามีเหล่านี้ได้แสดงออกมา ทำให้นักร้องเกิดความภาคภูมิใจ ทำให้รู้ว่าตัวเองมีคุณค่า จะทำให้เขารู้สึกว่ามีเป้าหมายในชีวิต ไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะฉะนั้นการอยู่ในวงประสานเสียง เราอยู่กันแบบครอบครัว สมาชิกรักใคร่กัน สร้างความเป็นพี่น้องกัน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะทำงานจิตอาสาเพื่อชุมชน เพื่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้วงมีพลังงานขับเคลื่อนต่อไป

ดังนั้น การร้องเพลงประสานเสียงอาจจะยังไม่เป็นทางเลือกที่สมบูรณ์ที่สุดในการช่วยผู้ป่วยอัลไซเมอร์ แต่การร้องเพลงประสานเสียงถือว่าเป็นกิจกรรมสันทนาการกลุ่มอย่างหนึ่งที่สามารถช่วยชะลอหรือส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่อาจเริ่มเป็นอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี  อย่างไรก็ตามในสังขารที่ไม่มีความจีรังยั่งยืน และความทุกข์ใจที่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตมนุษย์ คำว่า “อยากจำกลับลืม” และ อยากลืมกลับจำ” จากผลงานเพลงของครูสุรพล โทณะวณิก เป็นเครื่องเตือนสติเราได้เป็นอย่างดีว่าเราต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน และใช้ชีวิตของเราที่มีเหลืออยู่อย่างมีคุณค่าและเปี่ยมด้วยคุณภาพ

สรุป

“ชราอย่างมีคุณภาพด้วยการร้องประสานเสียง” เป็นการศึกษากึ่งทดลอง (Semi-experimental study) กับนักเรียนร้องประสานเสียงจิตอาสาอาวุโสที่มีอายุ 40-83 ปี พบว่ามีผลลัพธ์ที่น่าพอใจ การนำไปประยุกต์ใช้ในอนาคตเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตสำหรับผู้สูงอายุและป้องกันภาวะสมองเสื่อมจึงเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมทั้งในแง่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและการสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านการดนตรี